อาชีพที่ใช่…ในอเวนเจอร์ อินฟินิตี้วอร์

avengers

Download CareerVisa Application ได้ฟรีแล้วทั้งใน App Store และ Play Store

ภาพยนตร์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้น อเวนเจอร์ อินฟินิตี้วอร์ หนังซุปเปอร์ฮีโร่แห่งจักรวาลมาร์เวล และแน่นอนว่ากว่าจะมาเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่สร้างรายได้มหาศาล ทีมงานที่อยู่เบื้องหลังคงทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานหนักกันเป็นปี สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ การสร้างหนังเรื่องนี้นับได้ว่าเป็นอาชีพในฝันเลยทีเดียว เอ็มจึงขอกล่าวถึง อาชีพอนิเมเตอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวตัวละครที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมา (CG)

ถึงแม้ว่าการสร้างภาพยนตร์แบบนี้ และอาชีพนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คงมีคนไม่มากนักที่รู้จักอาชีพอนิเมเตอร์ ตามคำนิยาม คือ ศิลปินที่ใช้ภาพวาด หุ่นมือ หรือรูปปั้นจำลอง จำนวนมากในการสร้างภาพยนตร์เพื่อการค้า โฆษณา เกมส์คอมพิวเตอร์ มิวสิควีดีโอ และเว็บไซต์

หากวิเคราะห์ด้วยหลักการของ Career Design (5-Shade Framework) การที่จะทำอาชีพนี้ได้จึงต้องมี 1. ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นศิลปิน ความสามารถในการเล่าเรื่อง มีทักษะด้านการตัดต่อภาพ ทุ่มเท และ มีความพยายามในการผลิตผลงาน และความสามารถในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงตามเวลาที่กำหนด และแน่นอนว่ารักการดูหนัง รักการทำหนัง หรือการ์ตูนก็จะสามารถช่วยให้ทำงานได้ดีและมีความสุขยิ่งขึ้น

  1. บุคลิกภาพที่เหมาะสม คือ เป็นคนใส่ใจในรายละเอียด รับสภาวะกดดัน มีความรับผิดชอบสูง มีจินตนาการออกแบบ และสังคมที่ทำงาน นอกจากจะอยู่กับอนิเมเตอร์ด้วยกันแล้ว ยังต้องทำงานกับผู้กำกับภาพยนตร์ อีกด้วย
  2. สภาพการทำงาน อยู่หน้าจอคอมทั้งวัน ทุกวันได้เป็นระยะเวลานาน แก้ไขงานเดิมซ้ำไปมา 3 ครั้งหลังอาหาร ตามคอมเม้นท์ ทำงานต่อเนื่องยาวนานในแต่ละวัน และทำงานส่วนของตัวเองคนเดียว แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบชัดเจนเป็นส่วนใหญ่
  3. ไลฟสไตล์ เนื่องจากเป็นงานศิลปะ และบริษัทนายจ้างที่เปิดรับตำแหน่งนี้มีหลากหลายตั้งแต่ผู้สร้างภาพยนตร์ ผู้สร้างมิวสิควีดีโอ ทำเว็บไซต์ ไปจนถึงธนาคารพาณิชย์ รายได้และสวัสดิการของอนิเมเตอร์จึงมีขอบเขตที่กว้างมาก ความก้าวหน้าในการทำงาน อาชีพ นักออกแบบ และ สร้างภาพการ์ตูน ภาพเคลื่อนไหว (Animator) ประกอบอาชีพอิสระ หรือ ทำงานในบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์หรือบริษัทโฆษณา มีอัตราเงินเดือน เริ่มต้นการทำงานในอัตราเดือนละประมาณ 15,000-18,000 บาท แต่หากสามารถร่วมงานกับบริษัทสร้างภาพยนตร์ระดับโลกในต่างประเทศได้ ก็จะมีรายได้ต่อเดือนมากถึง 150,000 บาท (จากwww.payscale.com)
  4. ค่านิยมเรื่องการสร้างความบันเทิงที่สมบูรณ์แบบให้ผู้ชมก็เป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการทำอาชีพนี้ให้มีความสุข

หากสนใจเรียนคณะที่สอนทักษะที่ต้องใช้ในการเป็น animator โดยตรง ก็มีหลายมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน เช่น

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง
หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล
คณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชน สาขาวิชาภาพยนตร์และภาพถ่าย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แต่ถ้าไม่ได้เรียนมาตรงสายก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น อนิเมเตอร์ไม่ได้เสมอไป ยังมีหลักสูตรออนไลน์ที่สอน Interactive Computer Graphic, Animating in 2D, 3D ทั้งฟรี และมีค่าใช้จ่ายในเว็บอย่าง Coursera, edX, Udemy และ Lynda เป็นต้น จากนั้นเราอาจทำ animation สั้นๆขึ้นมาแล้วอัพขึ้น Youtube หรือ Facebook ของเราดูก่อน ถ้ารู้สึกว่าชอบ ก็นำ feedback ที่ได้จากผู้ชมมาปรับปรุงผลงานชิ้นต่อไป แล้วใช้ animation เหล่านื้ เป็น portfolio ในการรับงาน freelance เลยก็ได้ เก็บผลงานไปเรื่อยๆ พัฒนาฝีมือขึ้น ไม่แน่สักวัน ชื่อของคุณอาจจะได้ขึ้นบนเครดิตหลังภาพยนตร์ดังระดับโลกก็ได้

เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่ากระแสจะมาทางใด อาชีพไหนจะมาแรง ก็อย่าลืมประเมินตัวเองด้วยว่า 5 ด้านของชีวิตเราเป็นอย่างไร แล้วจึงเลือกอาชีพที่เหมาะกับเรา แล้วลงมือทดสอบสมมติฐาน เพื่ออาชีพที่ใช่ของเรา ทางสู่อาชีพที่ใช่ไม่ง่าย แต่เป็นไปได้ แค่ลงมือทำ

Download CareerVisa Application ได้ฟรีแล้วทั้งใน App Store และ Play Store

Advertisements

อาชีพที่ใช่…ไม่ลอง ไม่รู้

fa ย่อ-13จากฉบับที่แล้ว หลักการของ Career Design เป็นการตั้งเป้าหมายอาชีพก่อน จากนั้นจึงวิเคราะห์ตัวเอง และหาข้อมูลจริงใน 5 ด้าน (5-Shade Framework) ซึ่งประกอบด้วย 1.ทักษะและความสนใจ 2.บุคลิกภาพและสังคม 3.สภาพการทำงาน เช่น ทำงานเช้า หรือดึก และสถานที่ทำงานที่ชอบ 4.ไลฟสไตล์และค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งไลฟสไตล์นั้น 5.ค่านิยมส่วนบุคคล หรือสิ่งที่เราให้ความสำคัญในชีวิต เพื่อนำมาเปรียบเทียบ 5-Shade ของตนเอง และ 5-Shade ของแต่ละอาชีพ ว่าอาชีพใดเหมาะสมกว่ากันในด้านใด แล้วจึงตั้งสมมติฐาน และทดสอบสมมติฐานอาชีพนั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่สมมติฐานจะเป็นจริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ความรู้สึกของเราว่าเมื่อพบเจอกับอุปสรรคแล้วเรายังอยากจะฝ่าฟันอุปสรรค ทำอาชีพนั้นต่อไปหรือไม่

หัวใจสำคัญอยู่ที่การทดสอบสมมติฐานอาชีพ หากเคยลองหลายอย่างแล้วไม่รู้ว่าจะวิเคราะห์อย่างไร เรามาอ่านตัวอย่างของน้องกัณ บัณฑิตใหม่ป้ายแดงจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ซึ่งได้งานตรวจสอบบัญชีที่ Big4 Accounting Firm ชื่อดัง ก่อนเข้าร่วมโครงการ Career Launcher (ปีนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Founder Apprentice) ได้ไปฝึกงานกับบริษัทสตาร์ทอัพชื่อดังอย่าง SKOOTAR แมสเซ็นเจอร์ออนไลน์ ในฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กันดีกว่าค่ะ

“โปรเจคที่กัณทำ คือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจไปต่างจังหวัด ได้วางแผนเองทั้งหมดว่า เราต้องทำอะไรบ้างก่อนหลัง คิดแก้ไขปัญหาเองทั้งหมด ทำให้เรามีโอกาสเรียนรู้จากข้อผิดพลาดได้เยอะและเร็วกว่า คือ เราได้จัดการ เรียนรู้ไปกับมันทั้งหมด ประกอบกับบรรยากาศการทำงานที่สบายๆ มีอะไรสามารถไปปรึกษาคนในทีมได้รวดเร็ว working hour ไม่ซีเรียสมาก คือ บรรยากาศการทำงานจะไม่กดดัน ไม่ค่อยมีลำดับขั้น ทุกคนจะทำงานเหมือนเป็นเพื่อนๆกัน แต่เน้นที่ความรับผิดชอบของงานมากกว่า กัณสามารถกำหนดเวลาการทำงานได้ค่อนข้างยืดหยุ่น เช่นเรากำหนดว่า เราจะไปลง พื้นที่ช่วงนี้ๆ นะ แต่สุดท้ายงานต้องเสร็จและเดิน รู้ตัวว่าชอบลักษณะการทำงานแบบนี้ตั้งแต่ฝึกงาน

เมื่อไปทำงานตรวจสอบบัญชีซึ่งมีลักษณะงานที่ไม่ได้ริเริ่มวิธีการทำงาน หรือแก้ปัญหาใหม่ๆ เนื่องจากมีกรอบการทำงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว ประกอบกับความเป็นบริษัทใหญ่ คือ มีกฎระเบียบทุกอย่างชัดเจน มีลำดับขั้นของการทำงานและด้วยเนื้องานที่ต้องมีความเป็นระเบียบและ ทางการสูง จึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้ชอบงานแบบนี้

นอกจากนี้การฝึกงานในสตาร์ทอัพ ยังทำให้กัณได้เจอผู้คนที่เก่งๆ ใหม่ๆ ที่หลากหลาย และมีโอกาสทำงานด้วยกันจริงๆ เพราะองค์กรขนาดเล็ก อย่างตอนไปออกบูทหรืองานต่างๆ ของ dtac accelerate เราจะมีโอกาสที่จะเจอคนอะไรที่หลาย หรือคนที่เชี่ยวชาญได้หลายๆ อย่างมากกว่า”

เมื่อกัณค้นพบแล้วว่า ค่านิยมส่วนบุคคล ซึ่งคือ อิสระ ในการทำงาน/วางแผน/แก้ไขปัญหา และสภาพการทำงานที่ยืดหยุ่น และไม่เป็นทางการ แบบสตาร์ทอัพ เหมาะสมกับตัวเองมากกว่า กัณจึงเปลี่ยนสายอาชีพจากตรวจสอบบัญชี เป็นพัฒนาธุรกิจในสตาร์ทอัพ อูเบอร์อีทส์ เนื่องจากอูเบอร์ ถูกควบรวมกิจการโดยแกร๊บ กัณจึงต้องหางานใหม่อีกครั้ง แต่ในครั้งนี้หลังจากที่ได้ทดสอบสมมติฐานอาชีพของตัวเองแล้ว กัณมั่นใจแล้วว่าอาชีพที่ใช่ของกัณ คือ พัฒนาธุรกิจในธุรกิจสตาร์ทอัพ

แล้วท่านผู้อ่านล่ะคะ? งานที่ทำอยู่ ชอบ หรือไม่ชอบ Shade ไหนบ้าง ส่วนน้องๆนิสิต นักศึกษาที่ยังเรียนอยู่ อายุไม่เกิน 25 ปี อยากจะมีโอกาสทดสอบสมมติฐานอาชีพตัวเองแบบกัณบ้าง โอกาสมาถึงแล้ว โครงการ FOUNDER APPRENTICE ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรม โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และกิจการเพื่อสังคม CareerVisa ระหว่างวันที่ มิ.ย. – ส.ค. 62 ที่ประกอบด้วยการฝึกงานแบบ project-based internship ในสตาร์ทอัพ และธุรกิจนวัตกรรมชั้นนำ เวิร์คช็อปเข้มข้น 5 วัน การพบปะผู้ก่อตั้งธุรกิจ 4 ครั้ง การโค้ชตัวต่อตัว และนำเสนอผลงานกับนักลงทุน และ HR บริษัทชั้นนำ ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ Facebook Fanpage: CareerVisa Thailand และ NIA: National Innovation Agency เลยค่ะ โครงการนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

อย่าลืมนะคะ ว่าจะรู้ว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ใช่หรือไม่ ต้องตั้งสมมติฐานแล้วทดสอบมันค่ะ ไม่ลองไม่รู้

อาชีพที่ใช่…ก่อนบั้นปลายชีวิต

ทำไมต้องหาอาชีพที่ใช่? อาชีพไหนที่เราทำได้ มั่นคง เงินเดือนดี ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ?

เอ็มก็เคยคิดอย่างนั้นค่ะ ตอนเด็กๆ เอ็มเดินตามทางที่พ่อแม่แนะนำมาตลอด ตั้งแต่เรียนสายวิทย์ ต่อด้วยการเงิน จนถึงทำงานในรัฐวิสาหกิจ ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง จนกระทั่งเอ็มพบว่า สิ่งที่เอ็มต้องรู้อันดับแรกหลังจากปีใหม่คือ วันหยุด เพื่อวางแผนเที่ยว และเสพติดการท่องเที่ยวไปจนเว็บจองตั๋วเครื่องบิน และที่พักกลายเป็นเว็บที่เปิดทุกวันไปซะแล้ว

kfc

นั่นไม่ใช่เรื่องที่ดี เอ็มถือว่าตัวเองยังโชคดีมากที่สามารถค้นพบอาชีพที่ใช่ของตัวเองได้ตั้งแต่เพิ่งเริ่มทำงานไปได้เพียง 5 ปี แต่บางคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จระดับโลกอย่างผู้พันแซนเดอร์ส ผู้ก่อตั้ง KFC ต้องใช้เวลาค่อนชีวิต กว่าจะพบอาชีพที่ใช่ แซนเดอร์สใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการเป็นคนปรุงอาหาร และทำความสะอาดในคาเฟ่เล็กๆ ซึ่งเป็นงานที่เขาไม่ได้รัก และไม่ได้ภาคภูมิใจ หลังเกษียณอายุ เขาเกือบจะฆ่าตัวตาย แต่ยังดีที่ระหว่างการเขียนพินัยกรรม เขาคิดขึ้นได้ว่ายังมีอีกอย่างที่เขาเชื่อว่าเขาทำได้ดี แต่ยังไม่ได้ทำเป็นอาชีพในชีวิตนี้ นั่นก็คือการขายไก่ทอดสูตรของตัวเขาเอง KFC จึงได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากเขาเกษียณอายุแล้ว หากเขาไม่ได้คิดทบทวนถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ลงมือทำ แซนเดอร์สก็คงตายไปอย่างปราศจากความภาคภูมิใจ และความสำเร็จในชีวิต แล้วยังไม่มี KFC อย่างทุกวันนี้อีกด้วย

ถ้าถามในวันนี้ ว่าใครอยากประสบความสำเร็จอย่างแซนเดอร์สบ้าง คงจะมีแต่คนตอบรับแน่ แต่หากเปลี่ยนคำถามเป็นอยากมีใครทำอาชีพที่ไม่ได้รัก ไม่ได้ภาคภูมิใจไปจนกระทั่งอายุ 65 ปี แล้วจึงค้นพบอาชีพที่ใช่หลังจากนั้นบ้าง? เอ็มคนนึงล่ะค่ะ ที่ไม่เอาด้วยแน่ๆ แต่ว่าการจะหาอาชีพที่ใช่ และทำอาชีพที่ใช่นั้น ต้องทำอย่างไรบ้าง

กิจการเพื่อสังคม CareerVisa (แคเรียร์วีซ่า) ที่มีภารกิจในการช่วยให้ทุกคนค้นพบ ออกแบบ และมีความพร้อมในการทำอาชีพที่ใช่ของตัวเอง มีคำตอบค่ะ ด้วยหลักสูตร Career Design ซึ่งเป็นหลักสูตรที่กิจการเพื่อสังคม CareerVisa ออกแบบขึ้นโดยมีหลักการมาจาก Designing Your Life, What color is your parachute? และ From Values to Action ซึ่งเล่มนี้เขียนโดย Professor Harry Kraemer ที่เอ็มมีโอกาสได้เรียนด้วย และได้บรรจุอยู่ในวิชา Professional Development and Design Thinking ของคณะเศรษฐศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ (EBA) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวิชา Professional Development ในหลักสูตรของวิทยาลัยโลกคดีศึกษา Global Studies and Social Entrepreneurship (GSSE) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกด้วย

หลักการของ Career Design เป็นการตั้งเป้าหมายอาชีพ 3 อาชีพก่อน จากนั้นจึงวิเคราะห์ตัวเอง และหาข้อมูลจริงใน 5 ด้าน ซึ่งเราเรียกกันว่า 5-Shade Framework เพื่อนำมาเปรียบเทียบ 5-Shade ของตนเอง และ 5-Shade ของแต่ละอาชีพ ว่าอาชีพใดเหมาะสมกว่ากันในด้านใด แล้วจึงตั้งสมมติฐาน และทดสอบสมมติฐานอาชีพนั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่สมมติฐานจะเป็นจริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ความรู้สึกของเราว่าเมื่อพบเจอกับอุปสรรคแล้วเรายังอยากจะฝ่าฟันอุปสรรค ทำอาชีพนั้นต่อไปหรือไม่

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ต่อให้เก่งมาจากไหน ก็มีวันที่ต้องพบกับอุปสรรคขวากหนามจนเจ็บทั้งกายและใจ แต่อาชีพไหนล่ะ ที่ทำให้เรายังมีพลังในการฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคต่อไปโดยไม่ล้มเลิกความตั้งใจไปเสียก่อน
______________________________________________________________________________________________________________

ผู้เขียน
ธีรยา ธีรนาคนาท (เอ็ม)
Co-founder and Chief Operating Officer กิจการเพื่อสังคมแคเรียร์วีซ่า (ประเทศไทย)
อาจารย์พิเศษ คณะเศรษฐศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การศึกษา: MBA Kellogg School of Management, Northwestern University

ความย้อนแย้งของคำแนะนำให้ใช้จุดแข็ง กับ ออกจาก comfort zone

Out of comfortzoneเพิ่งมีโอกาสได้อ่านหนังสือ ปัญญาอนาคต ของคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แล้วก็เกิดหลายความคิด ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และสับสน สิ่งที่กระตุ้นให้ครุ่นคิดมากที่สุด คือ ความย้อนแย้งของการใช้จุดแข็ง กับการออกจากพื้นที่ปลอดภัย (comfort zone) ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ ก็แนะนำให้ทำทั้งสองอย่าง จึงใช้เวลาในการตกตะกอนความคิดของตัวเองออกมา ดังนั้นข้อความด้านล่างจึงเป็นความคิดของเอ็มเอง ที่ได้รับการกระตุ้นจากหนังสือ ไม่ได้ตัดตอน หรือสรุป ปัญญาอนาคต แต่อย่างใด

ตั้งแต่เด็กเรามักจะถูกบังคับให้ทดลองทำหลายสิ่งที่แตกต่างกัน ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน เล่นดนตรี เล่นกีฬา ทำงานฝีมือ ทำอาหาร คิดคำนวณ จนทำให้เราพอจะรู้จักตัวเองประมาณหนึ่งว่าอะไรที่เราถนัด และอะไรที่เราไม่ถนัด

ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดามนุษย์ที่เราจะชอบทำในสิ่งที่เราถนัดมากกว่าสิ่งที่เราไม่ถนัด เนื่องจากเรามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ได้ผลตามที่หวัง หลังจากที่เราทำสิ่งที่ถนัด มากกว่าทำสิ่งที่เราไม่ถนัด

เมื่อทำเช่นนั้นไปเรื่อยๆ สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นจุดแข็งของเรา และการทำสิ่งนั้นซึ่งมีโอกาสสำเร็จมาก และล้มเหลวน้อย ก็จะกลายเป็นการอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย หากเรายึดมั่นถือมั่นในพื้นที่ปลอดภัย เราก็จะกลายเป็นคนกลัวความเปลี่ยนแปลง และไม่พร้อมปรับตัว ในขณะที่คนที่กล้าเสี่ยง จะก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทำสิ่งใหม่ และค้นพบจุดแข็ง และจุดอ่อนใหม่ๆ ของตนเอง

จากความกล้าในการออกจากพื้นที่ปลอดภัยนี้เองที่ทำให้บุคคลสำคัญของโลกหลายท่านได้ถือกำเนิดขึ้น รวมถึง เลโอนาโด ดาวินชี สามารถสร้างตัวตนขึ้นใหม่ จนประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักวิทยาศาสตร์ได้ ทั้งๆที่เขาเริ่มสร้างชื่อเสียงมาจากการเป็นศิลปิน วาดภาพซึ่งเป็นจุดแข็งเดิมของเขา

เอ็มมีความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเองเป็นระยะๆ ว่าจริงๆแล้วสิ่งที่ทำอยู่ ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ชอบ มันเป็นจุดแข็งของเอ็มหรือไม่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเห็นความก้าวหน้าของเพื่อนคนอื่นๆ ที่ทำธุรกิจของตัวเอง ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันเขาประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มากกว่าเอ็มไปหลายเท่าแล้ว จึงพยายามคิดทบทวนเสมอว่าเหตุผลใดที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ขอออกตัวไว้ก่อนว่า ไม่ได้คิดเพื่อที่จะเลิกล้ม แต่คิด เพื่อที่จะปรับปรุงแก้ไข เพื่อความก้าวหน้า

เมื่อมองในมุมของจุดแข็งของตัวเอง เอ็มคิดว่า สิ่งที่เอ็มสามารถทำได้ดี มากกว่าคนโดยเฉลี่ย คือ การคิดแบบใช้ตรรกะ (logic) การทำ financial modeling เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ การคิดเชิงวิพากย์ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ การแก้ปัญหาบนพื้นฐานของข้อมูล แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่พยายามทำอยู่ กลับไม่ได้ใช้สิ่งเหล่านั้นมากเท่าที่ควร การแก้ไขปัญหาที่เชื่อว่ายังไม่มีคำตอบที่ดีพอ การออกแบบหลักสูตร การพูดในที่สาธารณะ หรือแม้กระทั่งการเขียน เมื่อเทียบกับมืออาชีพแล้ว เอ็มเองยังตามพวกเขาอยู่หลายร้อยก้าว แล้วทำไมเราถึงไม่ทำในสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเราล่ะ สมมติง่ายๆว่า รับสอนทำ financial modeling เบื้องต้นให้กับนักศึกษาที่อยากทำอาชีพที่ปรึกษา (consultant, financial advisor) ก็ยังน่าจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากกว่าการปรับปรุงหลักสูตร ออกแบบประสบการณ์ในห้องเรียน และสอนออกแบบอาชีพที่ทำอยู่ทุกวันนี้เสียอีก

ที่ยิ่งไปกว่านั้น คนรอบๆตัว ยังมองว่าเอ็มขาดการใช้อารมณ์ความรู้สึกทำให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมกับการทำกิจกรรม (เวลาจัด workshop) จนได้รับคำแนะนำแกมบังคับว่าให้ไปศึกษาเรื่องจิตวิทยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ workshop ที่จัด เนื่องจากที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นคนที่ใช้ logic มาก และค่อนข้างไม่อินกับการใช้จิตวิทยา ทำให้การทำสิ่งนี้เป็นการฝืนใจตัวเองอย่างมาก และทำให้สงสัยว่าเรากำลังพยายามปิดจุดอ่อนของตัวเองอยู่หรือเปล่า และมันเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ เพราะการปิดจุดอ่อนไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการเสริมจุดแข็งของตัวเอง การนำคนที่มีความถนัดด้านนี้เข้ามาเสริมจะมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากกว่าหรือไม่ แต่เมื่อคิดเรื่องการสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นใหม่ของเลโอนาโด ดาวินชี แล้วก็เข้าใจว่าการที่ยอมทำในสิ่งที่ไม่เคยลอง อาจจะทำให้เอ็มได้ค้นพบจุดแข็งใหม่ และสามารถสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาใหม่ก็ได้

สิ่งที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้ คือ ทัศนคติของรุ่นพี่ท่านหนึ่งที่เป็นผู้ก่อตั้ง Venture Capital ลงทุนในสตาร์ทอัพที่อเมริกา ซึ่งกล่าวว่า ผู้ประกอบการที่ดีจะต้องเป็นได้ทั้งซ้ายและขวาในเวลาเดียวกัน กล่าวคือมีความคล่องตัว และความสามารถในการปรับตัวสูง

จากความต้องการในการสร้างตัวตนขึ้นใหม่ และเป็นผู้ประกอบการที่สามารถนำพาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ เอ็มเลยตัดสินใจที่จะเรียนรู้ศาสตร์นี้ ด้วยความเชื่อที่ว่า หากสามารถใช้ทั้ง logic และ emotion ซึ่งเป็นศาสตร์ที่แตกต่างจนเกือบจะเรียกได้ว่าตรงข้ามกันได้ในคราวเดียว นอกจากจะสามารถเพิ่มประสิทธิผลของ workshop ได้แล้ว ยังคงจะเป็นพัฒนาการก้าวสำคัญของตัวเอ็มเองอย่างแน่นอน

จึงสรุปเอาเองว่า การออกจากพื้นที่ปลอดภัย อาจจะไม่ได้ย้อนแย้งกับการใช้จุดแข็ง เพราะการออกจากพื้นที่ปลอดภัย อาจเป็นการแสวงหาจุดแข็งใหม่ และใช้มันในอนาคตก็เป็นได้

แล้วเพื่อนๆล่ะคะ คิดว่าการออกจากพื้นที่ปลอดภัย ย้อนแย้งกับการใช้จุดแข็งของตัวเองหรือเปล่า?
แชร์ในคอมเม้นหน่อยนะคะ เอ็มอยากอ่าน

ปั้นธุรกิจ 100 ล้าน

Excellence Marketing

Panel Discussion
คุณวีระชัย ปรานวีระไพบูลย์ ผู้ก่อตั้ง Foto Hotel & Blu Monkey
และคุณอพิชาติ บวรบัญชารักข์ ผู้บริหารกิจการ Laemgate Infinite

Foto Hotel

IMG_8117

ทุกครั้งก่อนลงทุน จะตื่นเต้น Passion มาแรงมาก แต่พอวางมัดจำปุ๊บ Passion จะกลายเป็นความเสียวสันหลังปั๊บ
ตอนแรกจะทำโรงแรม chain แต่ว่าไม่มี chain ไหนยอม เพราะ
1. ต้องมีอย่างน้อย 120 -150 ห้อง แต่วางแผนว่าจะมีแค่ 75 ห้อง
2. ที่ดินอยู่ที่กะตะบีช ซึ่งเป็นทำเลของโรงแรมคนแก่ ปีนขึ้นปีนลงไม่ไหว

แต่ซื้อที่มาแล้ว ก็ต้องไปต่อ ด้วยความที่เป็นคนบ้าถ่ายรูป เลยอยากสร้างโรงแรมแห่งการถ่ายรูป

ลงเรียน Branding และ Service Design ออนไลน์ และทดลองทำตามที่ได้เรียนมา ก็มีอันที่ work และไม่ work

แหลมเกตุ Infinite seafood
คุณอพิชาต บวรบัญชารักข์ (โค้ก)

เปิดร้าน ต.ค. 2016 แต่ไม่สามารถโปรโมตได้ เลยต้องทำ VDO clip เทิดทูนในหลวง ร.9 ขึ้นมาโดยสถานที่ถ่ายทำคือร้านอาหารแหลมเกตุเอง และมีบรรยากาศการทำอาหารในคลิปด้วย เป็นคลิปขาวดำ เข้ากับสถานการณ์บ้านเมือง

โค้ก เกลียดร้านอาหาร เพราะอยู่กับมันมาทั้งชีวิต จริงๆอยากทำงานประจำ เป็นพนักงานออฟฟิศ เพราะตอนปิดเทอมไม่ได้ไปเที่ยวไหนทำอะไรเลย นอกจากช่วยงานที่ร้านอาหารตลอดเวลา เลยต้องเรียนให้เก่ง เพื่อให้หางานออฟฟิศได้ ก็ทำงานออฟฟิศที่ AIS มาก่อน ตำแหน่งสุดท้ายคือ เป็นเลขาคุณสมประสงค์ ประธานกรรมการบริษัท ตอนทำงาน มีเงินเดือน

พ่อแม่ ปิดกิจการที่ศรีราชา ขายที่ได้ เงินเยอะเลย
อยากเปิดแหลมเกตุเพื่อถ่ายรูปลง IG เพราะอยู่ในยุคที่เพื่อนๆใครๆก็เปิดร้านเสื้อผ้า และอื่นๆลง IG เลยคิดว่าไม่รู้จะเปิดอะไร เปิดแหลมเกตุละกัน

เปิด แหลมเกตุร้านแรกที่ Rain Hill สุขุมวิท 47 เพราะฮิปๆ ไฮโซ 2 เดือนแรกกำไรเพราะเพื่อน และครอบครัวมากิน แต่จากนั้นก็ขาดทุน ควักเงินเข้าเนื้อ 4-5 แสนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 ปี ไม่อยากปิดเพราะไม่อยากไล่ลูกน้องออก ไม่หมดสัญญาเช่าก็ไม่อยากเลิก กลัวไม่ได้ deposit คืน แต่ปรากฏว่ารวมๆแล้วควักเนื้อไปมากกว่าdeposit ที่ได้คืน

ไปเที่ยวปราก ได้กินร้านอาหารไทยที่บรรยากาศดี location ดี ราคาไม่แพง เลยได้ inspiration มาคุยกับน้องๆ พนักงานต่างด้าว เปิด line buffet แบบเสิร์ฟเอา ไม่ให้เดินตัก ที่ร้าน Rain Hill วันแรกคนเต็มร้าน แต่บริหารไม่ได้ ของไม่พอ โดนด่า เลยเลิกกิจการที่ Rain Hill แล้วมาเปิดร้านที่ 2 ที่พหลโยธิน 11

ข้อได้เปรียบคือ แม่ทำฟาร์มหอย วัตถุดิบได้ราคาถูกหมด เพราะพ่อแม่ทำร้านแหลมเกตุมาเป็นสิบๆปี มี supplier ที่ค้าขายกันมานานเยอะ

แหลมเกตุ Infinite
เน้น Experience กินเป็นรอบๆ เหมือนโรงละคร และ Identity คือ แหล่งผลิตความสุข ราคา 555 บาท ร้านที่สอง อารีย์ ซอย 4 จับกลุ่มต่างชาติ แต่มีคนไทยมากินด้วย
อยู่ 5 แยกลาดพร้าวตึก SJ Infinite 1 ทั้งชั้นเลย มี 1,000 ที่นั่ง รอบเช้า 2 รอบ เย็น 2 รอบ

Foto Hotel
Brand ต้องมี Charisma ไม่มีใครทดแทนคุณได้ในโลกนี้ ต้องไม่เหมือนใคร
Service Design ต้องออกแบบให้คนบริการ และคนถูกบริการเห็นในสิ่งเดียวกัน
ที่ภูเก็ต ลูกค้าของโรงแรมส่วนใหญ่ คือ คนไทย เลยตั้งใจเลยว่าจะทำโรงแรมจับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคนไทย

Service Design ให้ศึกษาประสบการณ์ลูกค้า ว่าตื่นเช้ากี่โมงทำอะไร เลยรู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ตื่น 10 โมง แต่ของหมด 10:30น. เลยอยากเปลี่ยนเป็น brunch เสิร์ฟถึง 13:30น. แต่ลูกน้องไม่ยอม เพราะต้องเตรียมขายมื้อเที่ยง แต่จริงๆ ขายมื้อเที่ยงก็ไม่ค่อยได้อยู่ดี กลายเป็นสิ่งที่ลูกค้าชอบมาก บางคนเลือก รร.นี้เพราะอาหารเช้าเสิร์ฟถึงบ่ายโมง line buffet ลอก Sizzler ผสม Yayoi เพราะ customer persona เป็น Metrosexual คนเมืองรักความสวยงาม เลยต้องเอาคนกลุ่มนี้มา test idea ที่คิดใหม่

ตุ๊กตาหมีก็ต้องมีเพราะ แบรนด์ต้องมีอะไรที่ทำให้คนจำได้ บางที่ใช้สี บางบริษัทใช้ Mascot ที่นี่ใช้สีขาว เทา ดำ เพราะจะได้ไม่เหมือน รร อื่นในไทย เพราะไทยเชื่อว่าสีพวกนี้ไม่มงคล ลองเอาตุ๊กตาหมีมาตั้งกลางเตียง แล้วเชิญกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเข้ามาดู พอเห็นปุ๊บถ่าย selfie แชร์เลย เลยรู้ว่าดี ไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรดี หรือไม่ดี ต้องถามลูกค้าเราเอง

พ่อแม่คอยบั่นทอนกำลังใจ เพราะมาสายราชการ เตือนเสมอว่าอย่าไปยุ่งกับ ไปดูหมอมา ถ้าบอกพ่อแม่จะไม่สำเร็จ เลยไม่บอก เปิด รร ก่อน

หลักการ
เป็นคนชอบสีขาว เทา ดำอยู่แล้ว
ต้อง Creative ทำน้อยได้เยอะ
ต้อง Fotonista ถ่ายรูปสวยทุกมุม ขาว เทา ดำ สวยเสมอ

ใช้ระบบ Yield rate จองล่วงหน้านานๆราคาจะถูกมาก ถ้าจองใกล้ๆจะแพงมาก ห้อง 25,000 บาท เพราะตั้งราคาหนีลูกค้าเนื่องจากไป commit ห้องกับ OTA ไปแล้วก็เลยต้องมีห้องว่างสำหรับ OTA ไว้เสมอ

ปรากฏว่ามีคนจองจริงๆ คนที่มาด้วยราคานั้นก็ด่ากระจาย เพราะ service ราคา 4,000+ แต่เสียตัง 25,000 เลยใช้วิธีว่า GM ประกบเลย แถมให้เยอะ บริการให้เว่อร์ สุดท้ายลูกค้าก็ชอบ รู้สึกว่าคุ้ม

แหลมเกตุ

ความโง่ (ความผิดพลาด) คือ ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีประสบการณ์ จ้างคนผิด ซื้อภาชนะแพง โง่ทุกอย่าง เลยมีประสบการณ์

สีขาว เทา ดำ เป็นสีที่วางกับอะไร จะเด่น จะสวยทุกอย่าง เช่น จานสีดำใส่อาหารผัดผงกระหรี่

ทำไมต้องมีพิธีเปิดร้านและแฟชั่นโชว์? เพื่อยึดพื้นที่สื่อในวันนั้นโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสื่อ

เมนูเป็นหนังสือพิมพ์ รูปในเมนูเป็นรูปวาดเสมือนจริงจากนักเรียนเพาะช่าง ได้ลงไทยรัฐเลย

แม่สอนว่าอย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ ถ้าเชฟไม่อยู่แล้วจะทำยังไง เลยต้องมี recipe และ cookbook พนักงานทุกคน แม้กระทั่ง รปภ. สามารถทำอาหารตาม recipe และ cookbook ได้เลย

ภาชนะแตกบ่อย เลย ทำจากภาชนะที่ทน ไม่แตก ถึงจะแพงกว่าแต่ไม่เป็นไร เพราะคุ้ม

กลยุทธ์การบริหารร้านอาหารของแหลมเกตุ

IMG_8119

1. บริหารต้นทุน เคยเจอคนแอบเอาปลากะพงกลับบ้าน
2. ไม่เคยใช้ของแช่แข่ง ส่งตรงจากศรีราชาทุกวัน
3. ใส่ศิลปะทุกที่ทุกส่วน

Promotion ที่ดังที่สุด คือ มา 4 จ่าย 4 คนแชร์ไปว่า ‘อย่างงี้ก็ได้เหรอ’ ได้พื้นที่สื่อกระหึ่มเลย มีโปรถูกหวยแดก เอาหวยมาโชว์ลดเหลือ 500 และมีโปร ชะนีจ่าย 500 บาท โปรคนมีหอย เพราะลูกค้าที่มากินเป็นผู้หญิงเยอะกว่า แล้วผู้หญิงก็จะดึงผู้ชายมากินด้วย

PR Viral Marketing โปรโมทด้วยการเอา Influencer มาถ่ายแบบกับอาหาร แล้วก็มีคนแชร์เยอะมาก ทุกวันนี้ไม่เคยซื้อสื่อเลย blogger ได้มากสุด คือ กินฟรี
เอาลีน่าจังมาถ่ายแบบ เจอคนด่าเยอะมาก กระแสตีกลับ แต่ไม่กลัว เพราะสื่อออกไปว่าอย่าใส่หน้ากาก อย่าไปมองว่าเค้าบ้า มองมุมกลับ กลับมุมมอง

แหลมเกตุ สร้าง brand ด้วย digital marketing ต้องทำอะไรที่กลุ่ม mass เข้าใจ คิดเยอะแยะ ไม่มีใครแชร์ แต่ คลิป ขอเพลงมีงู คนแชร์เป็นล้าน เราต้องเข้าใจลูกค้า

Foto Hotel ใช้สื่อหลัก คือ Facebook กับ IG เพราะ minimalist งบน้อย สร้างเสร็จเงินหมดพอดี ความคิดสร้างสรรค์เกิดเมื่อต้องตัดงบ ตู้ห้องละ 80,000 เหลือ 4,000 บาท งานที่จะมีเสน่ห์ ต้องมี 2 สิ่ง คือ ศิลปะ 5-10% ของงบก่อสร้าง กับ ธรรมชาติ

เอาภาพถ่ายขาวดำในห้องมืดมาแปะห้อง
ให้ดารามาไม่ดังมาพักฟรีแล้วแชร์ใน IG ดังเลย
คนไทยมีนิสัยไม่พักซ้ำ แต่แชร์แล้ว tag คนอื่น แนะนำไปเรื่อย กลายเป็นคน hashtag มากกว่า Bangkok Airways และตอนนี้ใครทำโรงแรมต้องคิดว่าจะมีตุ๊กตาสัตว์อะไร

เคล็ดลับ Viral ของแหลมเกตุ ไม่เน้นงบเยอะ แต่ต้องเกาะกระแสให้ทัน ต้องไว

ธุรกิจปรับตัวอย่างไรในยุค 4.0

Excellence Marketing

SME in Transformation ธุรกิจปรับตัวอย่างไรในยุค 4.0
โดย คุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์

IMG_8098

MGI Industry Digitization Index
อุตสาหกรรมอะไรที่จะถูก challenge ด้วย digitization มากสุด จาก McKinsey

IMG_8099

อนาคต wholesale trader จะไม่มีที่ยืน เพราะลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าจากเจ้าของสินค้าได้โดยตรง ผ่าน e-commerce platform e.g. Alibaba Oil&Gas จะไม่กลายเป็น digital แต่ความนิยมของ Electric Vehicle จะลดการใช้ น้ำมันและก๊าซลง อุตสาหกรรมที่ยังไม่ถูกกระทบมากนัก คือ Education การศึกษา, Hospitality

ถอดหน้ากากผู้บริโภคยุค 4.0 งานวิจัยของธนาคารไทยพาณิชย์ พบว่า

IMG_8100

ผู้บริโภคต้องการซื้อประสบการณ์มากกว่าสินค้า ไปเดินห้าง ไม่ใช่เพื่อซื้อสินค้ากลับบ้าน เพราะหากจะทำแบบนั้นก็ซื้อออนไลน์ได้ แต่ไปเพื่อประสบการณ์ระหว่างการเดินห้าง ช้อปปิ้ง

IMG_8101

ประเทศกำลังพัฒนา
เครื่องสำอางค์ ครีม ขายดี
แต่ธุรกิจความงามจากภายในก็ยังเติบโตได้ดีกว่า เครื่องสำอางค์โตติดลบ 1% แต่อาหารเสริม ฟิตเนส สปาโตขึ้นเกือบ 10%

Gadget และ Device โตเร็วมาก ซึ่งทำให้ซิมการ์ดขายดี ทั้งๆที่ประชากรไม่เพิ่ม เพราะคน 1 คน มีหลาย Device และแต่ละ Device ต้องใช้ซิมการ์ด
ตลาด Online Shopping ผู้บริโภคจากต่างจังหวัด 2/3
กทม 1/3 เพราะคนตจว. ไม่ค่อยมีห้าง แต่ กทม มีห้างเยอะ ถึงแม้ว่าคนที่ไปห้างส่วนใหญ่จะไปกินข้าว แต่ก็ยังซื้อของเป็นผลพลอยได้อีกด้วย

IMG_8105

ผู้บริโภค 4.0 ต้องการอะไรต้องได้ และต้องได้ในทันที online shopping จึงมาแรงมาก

IMG_8106

วิธีรับมือของธุรกิจ
1. ต้องมีพันธมิตรที่ co-create
2. สะสมสแตมป์ แล้วได้ของ ไม่ตอบโจทย์แล้ว ต้องสร้าง event แล้วผู้บริโภคสามารถได้ประโยชน์จาก engagement ทันที เช่น Starbucks buy 1 get 1 free
3. กลยุทธ์ multi-channel ปรับเป็น Omni Channel ผู้บริโภคต้องเข้าถึงสินค้าได้ในทันที

เจาะลึกพฤติกรรม มัดใจผู้บริโภคยุค 4.0

Excellence Marketing

Winning The Heart of Connected Consumers
คุณปรัตถจริยา ชลายนเดชะ กรรมการผู้จัดการ J. Walter Thomson BKK

IMG_8108

Mobile, Online Technology ตอบสนองพฤติกรรมและความสนใจที่มีหลากหลาย เปิดโอกาสทางการงาน อาชีพ และการศึกษาให้กับผู้บริโภคยุคใหม่

ลูกค้า และผู้บริโภคสมัยใหม่มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถเป็นสื่อได้ด้วยตัวเอง เราจะร่วมมือกับผู้บริโภคได้อย่างไร

Redefine Target
เมื่อก่อนใช้ Demographic อายุ เพศ อาชีพ แต่ปัจจุบันสามารถรู้ถึงความสนใจผู้บริโภคได้ (Psychographic)

1. Age&Character
Baby Boomer อายุ 50-68 ปี ทำงานหนัก มีวินัยในการทำงาน ประสบความสำเร็จแล้ว มีประสบการณ์มากมาย เกษียณแล้ว
คนมองเห็นเป็นคนแก่
แต่พอสำรวจจริงๆ เค้าไม่ได้ทำตัวเป็นคนแก่ แต่เป็นคนที่มีอิสรภาพ ลุกขึ้นมาขับ Big Bike มีเงิน มีเวลาที่จะทำงานอดิเรก หรือสิ่งที่ตัวเองอยากทำตอนอายุน้อย และสามารถใช้ Technology เป็นตัวช่วย

Gen X อายุ 35-49 ปี ทำงานหนัก ไม่ค่อยมี loyalty กับองค์กรใหญ่แล้ว
สนใจการดูแลตัวเองจากภายใน ดูแลสุขภาพ ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ อาหาร Organic ศิลปะ ดูแลตัวเองในแบบที่สนุกและแชร์บน social media ด้วย เช่น วิ่งมาราธอน ทำให้มีธุรกิจเสื้อผ้าออกกำลังกายแฟชั่น Running Tour

Gen Y อายุ 25-34 ปี Real-time Connection กับเพื่อน Online, multi-tasking ทำได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน มีความมั่นใจในตัวเองสูง, ความสำเร็จไม่อยู่ในองค์กรใหญ่เพียงอย่างเดียว

Gen Z อายุ 19-24 ปี เกิดมาพร้อม technology, ใช้ tech คล่อง Fast learner ชีวิตอยู่บน Online ความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่การไต่เต้าในองค์กร เปิดรับความหลากหลาย แตกต่างทางวัฒนธรรม
ใช้ VR Game ในธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อผ้าเป็น Unisex ความสวยไม่ได้มีรูปแบบเดียว

2. Social & Media Behavior

Generation C (connect)

IMG_8112

ไม่มีคำว่า ไม่ทัน ไม่ได้ ถ้าคิดจะสั่งต้องได้เลย convenience โดย Line Man, Grab อายุเท่าไหร่ อยู่ในนี้ได้หมด หากมีพฤติกรรมแบบนี้

IMG_8113

เคล็ดลับในการชนะใจ Gen C คือ
ต้องไปอยู่ในที่ที่เค้าสนใจ ที่เค้าดูในมือถือ
มีพื้นที่ให้เค้า feedback, share ความเห็น เสนอแนะ product ตัวต่อไป
Partner กันแล้วโตไปด้วยกัน
มีความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่ ก่อนคนอื่นเสมอ ช้ากว่าแค่ 1 วันถือว่ากลายเป็นของเลียนแบบแล้ว

McDonald’s รับสมัครพนักงานผ่าน Snapchat แล้วด้วยการถ่ายรูปตัวเองใส่ หมวก McD ใน app แล้ว

Audi Testdrive โดยการเช่าบ้านพักกลางทะเลทรายผ่าน Airbnb

3. Passion & Interest

Big Bike Boomer คนขับ Big Bike ไม่ได้มีแค่ผู้ชายอายุน้อยแล้ว

IMG_8114

Poshpacker อยากเที่ยวเอง แต่ยังไม่ทิ้งความสะดวกสบาย สวยงาม Stylish และแชร์ให้เพื่อนดูใน Social Media ได้

จะมัดใจผู้บริโภคยุค 4.0 ได้อย่างไร

IMG_8116

1. ต้องปรับตามความต้องการของแต่ละคน ทั้ง product และการสื่อสาร ถึงแต่ละคน ผ่านแต่ละช่องทางก็ไม่เหมือนกัน
2. การสื่อสารทางเดียวไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป และต้องทันใจ รวดเร็ว
3. อยู่ในยุคของ Beta ไม่ต้องรอสมบูรณ์ launch product ออกมาทดสอบว่าผู้บริโภคมีความเห็นอย่างไรได้เลย
4. ต้องคิดนอกกรอบ และลงมือทำเลย

ทำไมเราถึงกลัวความล้มเหลว?

Related image

จากการสอนนักศึกษากหลักสูตร Career Design ซึ่งมี assignment ให้ตั้งสมมติฐานเป็นตัวเลข เกี่ยวกับอาชีพที่ตนเองเลือก และทดสอบสมมติฐานนั้น ด้วยการลงมือทำจริง เช่น หากอยากเป็น beauty blogger ถ้าให้เลือกสิ่งเดียวที่จะสามารถพยากรณ์ได้ว่าจะสามารถเป็น beauty blogger ได้หรือไม่ ก็คือความนิยม (popular พอหรือไม่) โดยจะวัดเป็นตัวเลขที่หาได้ง่าย และใกล้เคียง คือ จำนวนครั้งที่ชม (views) ซึ่งก็เป็นตัวชี้วัดสำคัญของมูลค่าของช่อง Youtube นั้นๆ

หากจำนวนครั้งที่ชมไม่ถึงจะถือว่า ปฏิเสธสมมติฐาน หมายความว่า ยังไม่สามารถเป็น beauty blogger ได้ หากเป็นเช่นนั้น ให้ขอ feedback จากผู้ชม และผู้เห็นแต่ไม่รับชมกลับมาวิเคราะห์ว่าทำไมจึงไม่ได้ตามเป้าหมาย และควรปรับปรุงในเรื่องอะไร แล้วลองทำการทดลองซ้ำ อีก 2 ครั้ง แล้วสรุปว่า มุมมองที่มีต่ออาชีพนี้ก่อนลงมือทำ คือ อะไร สมมติฐานคือ อะไร วางแผนทำอะไร อย่างไร ปัญหาและอุปสรรคที่เจอตอนที่ลงมือทำ คืออะไร ได้เรียนรู้อะไรบ้าง ยอมรับ หรือปฏิเสธสมมติฐาน และยังอยากที่จะเป็น beauty blogger อยู่ไหม

โดยงานที่นักศึกษาอยากทำมีตั้งแต่ Sustainability Consulting, Flight Attendants, นักวิจัยทางสังคม ไปจนถึง Beauty Blogger

หลังจากมอบหมายงาน และอธิบายสิ่งเหล่านี้ไป มีนักศึกษาคนหนึ่ง เดินเข้ามาขอให้ช่วยบอกวิธี ทำให้ไม่ต้องปฏิเสธสมมติฐาน โดยใช้คำว่า ‘อาจารย์น่าจะบอกวิธีทำให้สำเร็จหน่อยนะคะ เพราะว่าหนูกลัวว่าเพื่อนที่เค้ามีความฝัน แล้วเค้าจะเสีย self-esteem ถ้าเค้าล้มเหลว’

เอ็มตกใจ ที่ได้ยินเช่นนั้น เพราะนั่นทำให้เข้าใจว่านักศึกษากลัวความล้มเหลว ถึงแม้ว่า การยอมรับ หรือปฏิเสธสมมติฐาน จะไม่มีผลต่อเกรด (เพราะเป็นวิชา pass/fail) หรือผลการเรียน ผ่าน หรือ ตก เลยด้วยซ้ำ และคนนี้ คงไม่ใช่คนเดียวที่กังวลเช่นนั้น

อันที่จริงก็คงไม่ใช่เฉพาะสำหรับนิสิตนักศึกษาเท่านั้น ผู้ใหญ่อย่างเราเราหรือแม้กระทั่งตัวเอ็มเองก็กลัวความล้มเหลวเช่นกัน

ผู้อ่านอาจมีความเห็นว่าการกลัวความล้มเหลวเกิดจากวัฒนธรรมไทยที่ไม่เปิดรับความผิดพลาดใดใด และมีอคติที่ว่าผู้ที่เคยล้มเหลวมาก่อนจะล้มเหลวตลอดไป ถูกตราหน้าว่าเป็นไอ้ขี้แพ้ เกิดจากคนรอบข้าง เกิดจากผู้อื่น พ่อแม่ เพื่อนฝูง สังคมที่คอยติเตียน และซ้ำเติมผู้ที่ล้มเหลว

แต่เอ็มเพิ่งได้อ่านบทความหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับความเมตตาต่อตนเอง และคิดขึ้นมาว่าสิ่งที่ทำให้ผู้ที่กลัวความล้มเหลว ไม่กล้าลองทำอะไร แท้จริงแล้ว อาจจะเป็น ตัวของเค้าเองต่างหากที่ขาดความเมตตาต่อตนเอง
(เอ็มจะขอยังไม่พูดถึงสาเหตุที่ทำให้เราขาดความเมตตาต่อตนเองในบทความนี้)

ตัวเอ็มเองก็เคยเป็นแบบนั้น จำเรื่องหนูวิ่งแข่งได้ไหมค่ะ ด้วยความที่เอ็มใช้ชีวิตส่วนใหญ่แบบหนูวิ่งแข่ง เมื่อทำอะไรก็ตามเอ็มจึงมองเฉพาะคนเก่งกว่าเรา คนที่วิ่งไปไกลกว่าเราแล้วเสมอ เมื่อเราเปรียบเทียบตัวเองกับคนเหล่านั้น เราก็มักจะมองว่าเรามันไม่เอาไหน เรามันห่วย ทำอะไรไปได้แค่ครั้งสองครั้ง ถ้าทำแล้วยังไม่ดีเท่าเค้า ก็บอกตัวเองเลยว่า เราคงไม่เหมาะกับสิ่งนี้ ทดลองเรียนภาษาจีนไปได้แค่ครั้งเดียว ออกเสียงยากจัง ตัวอักษรอะไรก็ไม่รู้ยุบยับไปหมด เขียนผิดขีดเดียว ความหมายก็คนละเรื่องกันละ เราคงทำไม่ได้หรอก ที่พี่คนนั้นเค้าทำได้ ก็เพราะเค้าเก่งภาษานี่ เราไม่เก่งภาษา เรียนไม่ไหวหรอก

เราตั้งความหวังกับตัวเอง เรากดดันตัวเองด้วยเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทำไม่ได้เราก็ลงโทษตัวเอง ด้วยการด่าว่าตัวเองว่าเรามันไม่ได้เรื่อง ต้องลงโทษตัวเองด้วยการฝึกหนักเกินกำลัง จนร่างกายและจิตใจรับไม่ไหว เพิ่งจะรู้ในวันนี้ว่าการทำแบบนั้นคือการไม่เมตตาต่อตนเอง

ไม่ได้กำลังจะบอกว่าให้เวทนาสงสารตนเองทุกครั้งที่ทำตามเป้าหมายไม่สำเร็จ ไม่ได้บอกว่าให้อ่อนข้อตั้งเป้าหมายให้ต่ำเพื่อให้ตนเองสำเร็จ จะได้ไม่ต้องลงโทษตนเอง แต่อยากให้ถามตนเองว่าการลงโทษตนเองเมื่อทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ทำให้เรากลัวการตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่หรือเปล่า ทำให้เราตั้งเป้าหมายที่เอื้อมถึง ที่’ปลอดภัย’ เท่านั้นหรือเปล่า แล้วเป้าหมายนั้น มันทำให้เราทำอะไรได้มากกว่าที่ทำได้อยู่แล้วมั้ย?

เคยได้ยินคำว่า  Growth Mindset มั้ยคะ?
Growth VS Fixed Mindset
จริงๆ แล้วคนที่มี Growth Mindset จะไม่กลัวที่จะลงมือทำ ถึงแม้อาจจะคาดเดาได้ว่าน่าจะล้มเหลว หรือ ไม่ปล่อยให้ความกลัวความล้มเหลวมาบงการการกระทำได้ เพราะคนที่มี Growth Mindset คือคนที่เชื่อว่าความสามารถไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ วันนี้เราไม่เก่งเรื่องนี้ แต่ถ้าเราพยายามทำไปเรื่อยๆ เราก็จะทำได้ดีขึ้น ในขณะที่คนที่มี Fixed Mindset เชื่อว่าความสามารถในด้านต่างๆ เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด แบบพรสวรรค์เป็นหลัก ไม่เชื่อในพรแสวงหรือความพยายาม คนเหล่านี้จึงกลัวความล้มเหลวมาก เพราะในเมื่อความสามารถ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงเชื่อว่าหากล้มเหลวแล้วจะล้มเหลวไปตลอด

คนจำนวนมากมี Fixed Mindset และการที่จะเปลี่ยนเป็น Growth Mindset นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการฝึกฝน แต่เอ็มเชื่อว่า การมีเมตตาต่อตนเอง การรู้จักให้อภัยตนเองนั้นเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการปรับ mindset ของตัวเองให้เป็น Growth Mindset

เมื่อเราไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย เพื่อให้เราไม่บอบช้ำซ้ำเติมจากความผิดหวังแล้วยังจากตนเอง ให้เราเห็นความล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องชั่วคราว เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ถึงแม้วันนี้เรายังทำไม่สำเร็จ เราก็ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นไม่ใช่หรือ ดังนั้นพรุ่งนี้ถึงแม้เราจะยังทำไม่สำเร็จ เราก็มาไกลกว่าตอนเริ่มต้นมากแล้ว และวันต่อๆไปเราอาจทำสำเร็จก็ได้ อย่างเรื่องภาษาจีนตอนแรกที่คิดว่าทำไม่ได้ เอ็มก็ตัดสินใจพยายามอีกครั้ง เรียนภาษาจีนและสอบ HSK จนได้รับทุนไปเรียนภาษาจีนจากหน่วยงานของรัฐบาลที่เมืองจีนปิดเทอมปี 2 ก็พิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่า ความสามารถพัฒนากันได้ ไม่ใช่ว่าวันนี้ทำไม่ได้ แล้วจะทำไม่ได้ตลอดไป

ตอนที่เอ็มสมัคร Kellogg MBA โอกาสในการได้ ประมาณ 20% เท่านั้น (ซึ่งถือว่าสูงกว่า Top Ten MBA School ด้วยกันแล้ว) แต่ก็ไม่คิดจะล้มเลิกความตั้งใจ เพียงเพราะโอกาสได้มีไม่มาก รุ่นพี่คนหนึ่งที่สามารถเข้า Stanford Graduate School of Business ซึ่งมีโอกาสในการเข้าได้ไม่ถึง 10% กล่าวไว้ว่า ถึงแม้ว่าเราจะมีโอกาสเข้าได้เพียงไม่ถึง 10% เมื่อเราสมัคร แต่หากเราไม่สมัครเลย โอกาสก็คือ 0%

อย่าให้ความกลัวความล้มเหลวของเรา ทำให้เราเสียดายในวันสุดท้ายของชีวิตนะคะ

วิชาความสุขที่มีสอนแค่ในฮาร์วาร์ด

Image result for วิชาความสุขที่มีสอนแค่ในฮาร์วาร์ด

เอ็มเพิ่งมีโอกาสได้อ่านหนังสือ “วิชาความสุขที่มีสอนแค่ในฮาร์วาร์ด” เป็นหนังสือที่ใช้เวลาอ่านนานมาก ไม่ใช่เพราะว่าอ่านยาก หรือหนักหน่วงแต่อย่างใด แต่อ่านนาน เพราะหลังจบทุกๆ หัวข้อ ผู้เขียน “ขอเวลาใน” ให้เรา reflect ตัวเองไปพร้อมกัน และเห็นว่ามีประโยชน์มาก เอ็มจึงขอแบ่งปันความคิดเห็นผ่าน Blog นี้ค่ะ ภาษาที่ใช้ จะเป็นภาษาของเอ็มเอง อาจจะไม่ตรงกับในหนังสือ และหากมีข้อผิดพลาดประการใดก็รบกวนชี้แนะในคอมเม้นท์ เพื่อที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป ขอบคุณมากค่ะ

ผู้เขียนได้แบ่งการใช้ชีวิตของคนทุกคนไว้เป็นสี่แบบด้วยกัน
1. หนูวิ่งแข่ง
2. คนเจ้าสำราญ
3. คนหมดอาลัยตายอยาก
4. คนมีความสุข
เนื่องจากเราทุกคน อยากใช้ชีวิตแบบคนกลุ่มที่ 4 กันทั้งนั้น หากเราสามารถทำได้เป็นอย่างดีแล้ว คงไม่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านอย่างแน่นอน ผู้เขียนจึงอธิบายคน 3 กลุ่ม และเอ็มก็ได้ reflect moment ที่ตัวเองใช้ชีวิตในแต่ละแบบดังนี้

 

หนูวิ่งแข่ง

Image result for rat raceคาดว่ามันจะมีความสุขเมื่อโล่งใจจากการผ่านพ้นความทรมานในการพยายามวิ่งเข้าสู่เส้นชัย
ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนมีความรับผิดชอบมาโดยตลอด ตั้งแต่เด็ก ก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่าตัวเองชอบ หรือ ไม่ชอบทำอะไร รู้แค่ว่าต้องทำอะไร ควรทำอะไร เมื่อใกล้สอบก็รู้ว่าต้องอ่านหนังสือ และเมื่อได้ผลการเรียนที่ดี พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ ก็ชื่นชม เอ็มก็หลงไปตามการชื่นชมเหล่านั้น รวมถึงการสอบ GMAT เพื่อเข้า MBA ในสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านการตลาดอันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน Kellogg School of Management, Northwestern University มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ยิ่งยากเท่าไหร่ รางวัลก็ยิ่งน่าชื่นใจเท่านั้น จำนวนคนที่ชื่นชมเอ็มก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น และการเข้าสถาบันแห่งนี้ให้ได้ ก็เป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งที่มีต่อองค์กร ผู้สนับสนุนทุนการศึกษาของเอ็ม

สิ่งที่เอ็มทำเมื่อต้องสอบ GMAT ให้ได้คะแนนมากพอ ก็ทำตัวเป็น “หนูวิ่งแข่ง” เอ็มละทิ้งกิจวัตรที่ทำให้มีความสุขในปัจจุบันเกือบทุกอย่าง ทั้งสังสรรค์กับเพื่อน กินข้าว ใช้เวลากับครอบครัว ร้องคาราโอเกะกับพี่สาว กินอาหารกลางวันพร้อมกับแก๊งค์พนักงานทุนที่สนิทกัน หรือแม้กระทั่งฟังเพลงในวิทยุตอนขับรถ

เอ็มเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันทั้งหมด ออกห่างจากผู้คนรอบข้าง ใช้เวลาทุกนาทีให้มีค่าในการเตรียมตัวสอบ ส่วนใหญ่จะหมดไปกับการอ่านหนังสือ ทำข้อสอบเก่า และฟังศัพท์ที่ตัวเองอัดเสียงไว้ เป็นระยะเวลาประมาณเกือบ 1 ปี

ตลอดระยะเวลานั้นพูดได้เลยว่าแทบจะไม่มีความสุข ทุกวันมีแต่ความเครียด กังวล กดดัน จนทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อมีอะไรผิดแผน และคิดมาตลอดว่าเมื่อได้คะแนนเยอะ จะทำสิ่งที่ไม่ได้ทำมานานประมาณสามล้านสิ่ง (เว่อร์ไป) และมีความสุขท่วมท้นสมกับที่อดทนมาเป็นระยะเวลานาน

แต่ปรากฏว่าเมื่อสอบได้คะแนนเป็นที่พอใจแล้ว ก็ดีใจ…อยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง หลังเห็นคะแนน เมื่อผ่าน honeymoon period อันแสนสั้นไป ความกดดันในการเขียน essay ก็เกาะกุมหัวใจอีกครั้ง ดังนั้นความสุขจึงไม่ยั่งยืน เหมือนหนูวิ่งแข่ง ที่ทำสิ่งที่ทรมานในปัจจุบันเพื่อความสุขในอนาคต ซึ่งในขณะนั้นก็พูดได้เลยว่า เอ็มเป็นทาสของอนาคต

 

คนเจ้าสำราญ

Image result for wild party animals
คือ คนที่มักยึดคติว่า YOLO (You Only Live Once) และทำทุกอย่างเหมือนไม่มีพรุ่งนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะทำให้ตัวเองพอใจมากในปัจจุบัน และอาจเกิดผลเสียในอนาคต ผู้เขียนกล่าวไว้ว่า ในที่สุดคนที่ใช้ชีวิตแบบคนเจ้าสำราญ ก็ไม่รู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายอีกต่อไป เหมือนคนดัง ที่ประสบความสำเร็จมากๆ แล้วใช้ยาเสพติด และหลายคนก็ปลิดชีวิตตัวเอง อ่านถึงตรงนี้ก็คิดในทันทีว่า ถ้าเป็นเรา คงไม่เป็นแบบนั้นแน่ ด้วยความที่เป็นคนมีความรับผิดชอบ ไม่เคยใช้ชีวิตแบบคนเจ้าสำราญ และคงไม่มีโอกาสรู้สึกว่าชีวิตไม่มีเป้าหมายเพียงเพราะว่าปรนเปรอตัวเองอย่างแน่นอน แต่พอลองนึกย้อนกลับไป ก็มีช่วงของชีวิตที่คล้าย คนเจ้าสำราญเช่นกัน

ตอนที่เรียน MBA ที่ Kellogg ช่วงปิดเทอม เอ็มเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ เพราะเป็นคนชอบท่องเที่ยวอยู่แล้ว เมื่อเริ่มต้นทริปจึงคิดเสมอว่าไม่อยากให้เปิดเทอมเลย เพราะจะได้เที่ยวไปเรื่อยๆ มีความสุขไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกังวล แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปได้เพียง 7 วัน ความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนไป

ไม่ใช่ว่า 7 วันที่ผ่านมาไม่สนุก แต่ว่าการท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย เริ่มทำให้รู้สึกไม่มีความท้าทาย ไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีการพัฒนาตนเอง จึงเริ่มเคว้งและรู้สึกว่า เอ็มกำลังทำอะไรอยู่นะ แล้วเมื่อมองกลับมา ตัวเอ็มในอนาคตจะเสียใจมั้ยนะ นี่เอ็มกำลังปล่อยเวลาทิ้งขว้างอยู่หรือเปล่า พอมาอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็ถึงบางอ้อว่า จริงสินะ การใช้ชีวิตแบบคนเจ้าสำราญ อยากทำอะไรก็ทำ อยากได้อะไรก็ได้อย่างง่ายดาย มันก็ทำให้รู้สึกหดหู่แบบนี้นี่เอง คนเจ้าสำราญ ทำเฉพาะสิ่งที่มีความสุขในปัจจุบัน จึงเป็นทาสของปัจจุบัน

 

คนหมดอาลัยตายอยาก

Image result for hopeless

ทำในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่ออนาคต และไม่มีความสุขในปัจจุบัน

ผู้เขียนกล่าวถึงการทดลองที่แบ่งสุนัขออกเป็น 3 กลุ่ม ในครึ่งแรกของการทดลองกลุ่มที่ 1 ถูกช็อตไฟฟ้า แต่สามารถปิดเครื่องช็อตไฟฟ้าได้อย่างง่ายดาย กลุ่มที่ 2 ถูกช็อตไฟฟ้า และไม่สามารถปิดเครื่องได้ กลุ่มที่ 3 ไม่ถูกช็อตไฟฟ้าเลย ในครึ่งหลัง สุนัขทั้ง 3 กลุ่มถูกจับไปอยู่ในกรงที่มีไฟฟ้าช็อต แต่สามารถหนีได้ด้วยการกระโดดข้ามรั้วเตี้ยๆ ซึ่งสุนัขในกลุ่มที่ 1 และ 3  กระโดดข้ามรั้วมาอย่างง่ายดาย แต่กลุ่มที่ 2 ไม่แม้แต่จะพยายาม

ครั้งแรกที่เห็นข้อนี้ก็อีกนั่นแหละ คิดเต็มที่ มั่นใจมากว่าตัวเองไม่เคยเป็น แต่เมื่อคิดให้ดีแล้ว เรากลายเป็นคนหมดอาลัยตายอยากบ่อยว่า เป็นหนูวิ่งแข่ง หรือคนเจ้าสำราญเสียอีก หลายคนที่สนิทกันซึ่งรู้ว่าเอ็มทำงานหนักขนาดไหน อาจจะแปลกใจที่ได้รู้ความจริงข้อนี้ แต่น่าจะแปลกใจกว่าที่จะพบว่า ตัวเองก็เป็นเหมือนกัน

นั่นก็คือ การเสพย์ social media ที่ส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ความรู้ ความสามารถ หรือ ทักษะก็มักจะไม่เพิ่มขึ้น สุขภาพยิ่งแล้วใหญ่ แทนที่จะออกกำลังกาย นอนพักผ่อนให้เพียงพอ หรือแม้กระทั่งพักสายตา กลับจ้องหน้าจอ อ่านสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์ เช่น ข่าวอาชญากรรม หรือดูรูปคนอื่นใช้ชีวิตดี๊ดี แล้วอิจฉาเค้า เป็นต้น สิ่งที่ทำอยู่หลายๆ ชั่วโมงในทุกๆวันจนเคยชิน กลับกลายเป็นพฤติกรรมของคนหมดอาลัยตายอยาก ถ้าเรารู้ตัวว่าตกอยู่ในวงจรนี้เมื่อไร ก็ควรจะหยุดกิจกรรมดังกล่าวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

คนหมดอาลัยตายอยากเป็นทาสของอดีตที่ตนเองไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงหมดความหวังว่าตนเองจะสามารถควบคุมอะไรได้ในปัจจุบันและอนาคต และไม่ทำอะไรที่พอใจในปัจจุบัน หรือเป็นประโยชน์ในอนาคต

ส่วนคนกลุ่มที่ 4 นั้น จะไม่เป็นทาสของอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เนื่องจากพวกเขาจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาพอใจในปัจจุบันด้วย ถ้าจะให้เอ็มสรุปสั้นๆ ก็คือ พวกเขาทำในสิ่งที่ตรงกับ Values หรือสิ่งที่เขาให้คุณค่ามากที่สุดในชีวิตนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้ เอ็มก็เชื่อว่า เวลาที่เอ็มทำงาน เอ็มก็จัดอยู่ในคนกลุ่มที่ 4 เพราะเอ็มเชื่อว่าสิ่งที่ทำอยู่พัฒนาตัวเอ็มเอง และยังสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้กับเยาวชนของชาติในอนาคตอันใกล้ จึงทำให้การทำงานสร้างความพอใจให้ตัวเอ็มเองในปัจจุบัน และยังเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวเอ็ม และสังคมในอนาคตอีกด้วย

อ่านแล้วรู้สึกยังไงบ้างคะ? ช่วงเวลาไหนที่ตัวเองเป็นหนูวิ่งแข่ง คนเจ้าสำราญ คนหมดอาลัยตายอยาก และคนมีความสุขบ้าง? แบ่งปันให้เอ็มอ่านในคอมเม้นท์หน่อยนะคะ ^^

Create a free website or blog at WordPress.com.

Up ↑